ตั้งใจว่าจะเขียนเรื่องนี้นานแล้วครับ คุณค่า จรรยาบรรณ  ของวิศวกรเครื่องกล อยู่ตรงไหน…สืบเนื่องจากเมื่อเร็วๆนี้ ทางผู้เขียน(สามัญวิศวกรเครื่องกล และ  วิศวกรตรวจสอบหม้อไอน้ำ)ได้ไปเจอเหตุการณ์ที่จะเรียกว่าประหลาดใจ ก็เป็นได้  แบบนี้ก็มีด้วย นั่นคือ ทางตัววิศวกรของบริษัทกาก้า เอ็นจิเนียริ่ง เอง  ได้รับการว่าจ้าง จากบริษัท ABC  Safety(บริษัท นามสมมติ)ให้เข้าไปตรวจสอบหม้อไอน้ำ ของโรงงาน  โรงงานหนึ่งในนิคมอุตสาหกรรม ในเขตจังหวัดสมุทรปราการ ทางวิศวกรของเรา  ก็ได้ถามสโคปงานกับทางบริษัท ABC Safety  ไปครับ ว่าสโคปงานมีอะไรบ้าง คำตอบที่ได้ คือ  พี่ออกเอกสารรับรองมาอย่างเดียวเลยครับ ต้องการเอกสารรับรอง ล่ะว่าอย่างนั้น  ทางวิศวกรเลยสอบถามต่อไปอีก ว่าแล้ว…ให้ทางวิศวกรของเราไปรับรองน่ะ รับรองได้ครับ อาชีพวิศวกรเครื่องกล  เป็นอาชีพอิสระ ไม่จำเป็นว่าคุณเป็นวิศวกรของบริษัทกาก้า เอ็นจิเนียริ่งแล้ว  คุณจะไปรับงานตรวจสอบหม้อไอน้ำที่อื่น บริษัทอื่นไม่ได้  ไม่ใช่แบบนั้นครับ
Picture
                ย้อนกลับมาเข้าเรื่องของเราต่อ ทางวิศวกรเราสอบถามต่อไปครับ(ลืมบอกไปครับ หม้อไอน้ำขนาด 2 ตัน/ชั่วโมง) แล้วทางการเปิดฝา เพื่อตรวจสภาพ ด้านสัมผัสน้ำ สัมผัสไฟ การทำ  HydroTestอัดแรงดันล่ะครับ รวมถึง การตรวจสอบ Safety  valve นำมาทดสอบล่ะครับ ทางใครเป็นคนจัดการ ทาง ABC   Safety หรือว่าทาง โรงงาน เป็นคนจัดการ คำตอบที่ได้จากทาง ABC Safety คือ ทางโรงงานเป็นคนจัดการพี่ พี่มาถ่ายรูป ออกเอกสารอย่างเดียวครับ  ทางเราก็สะดวกครับ ว่าอย่างไรก็ว่าตามกัน ถ้าทำกันถูกต้อง ตามการตรวจสอบ  ก็ไม่มีปัญหาครับ นัดวันกันเข้าทำการตรวจสอบได้เลย คือพูดง่ายๆว่า ทางบริษัท ABC  Safety ไม่มี วิศวกร แต่ไปรับงานมา แล้วมาว่าจ้าง วิศวกร ให้ออกเอกสารรับรอง  ความปลอดภัยในการใช้หม้อไอน้ำ ว่าอย่างนั้น  ไม่ได้ซีเรียสอะไรครับ


                 เมื่อถึงวันที่ทำการทดสอบ ตามที่นัดกันครับ ตามเวลานัดหมาย  หน้างานสมุทรปราการ ตามที่ทางโรงงานแจ้งหยุดการใช้ Boiler  เพื่อเข้าทำการตรวจสอบ วิศวกรของทางบริษัทกาก้าไปถึง  คนของทางบริษัทABCไปถึง คนของทางโรงงานมารับ(เป็นน้อง จป.มาใหม่ครับ) พาไปที่ตัว Boiler  ที่หยุดเครื่องแล้ว ผิดคาดหน้ามือเป็นหลังมือครับ  ความปวดหัวได้เริ่มขึ้นเป็นลำดับขั้น ดังนี้ครับ


                 1.ตามขั้นตอนการทำงานของวิศวกรตรวจสอบหม้อไอน้ำครับ แน่นอน  ผมจะถามอันดับแรกเลย ผู้ควบคุม อยู่ที่ไหน Boiler ทุกลูก ทุกตัว ทุกโรงงาน ต้องมีผู้ควบคุมครับ กฎหมายระบุชัดเจน ผลที่ได้  คือ ผู้ควบคุมไม่อยู่คะ วันนี้ผู้ควบคุมลา ทางวิศวกรเราก็เลยถามต่อ ก็นัดกันแล้วนี่ครับ ว่าวันนี้จะเข้ามาตรวจสอบ  น้อง จป.ก็แจ้งว่า ใช่คะ นัดกับทาง ABC  Safety เรียบร้อยแล้ว แต่ก็ไม่ทราบว่าผู้ควบคุม ต้องอยู่……อ้าว ผู้ควบคุมไม่อยู่ แล้วใครจะ ถ่ายรูปคู่กับทางวิศวกร ตรวจสอบ  ที่หน้าเตา Boiler ล่ะครับ กฎหมายระบุไว้ชัดเจน วิศวกรตรวจสอบ  เริ่มปวดหัวแล้วครับ


                 2. เริ่มปวดหัว ตามมาครับ เมื่อมองเห็น ฝาเครื่อง Boiler ยังไม่ได้เปิด เลยสอบถาม ABC  Safety ไปว่า ไม่เปิดฝาแบบนี้ จะตรวจสอบด้านสัมผัสน้ำยังไง ด้านสัมผัสไฟยังไง  วิศวกรของเรา จะเข้าไปวัดความหนาท่อได้อย่างไร ทาง ABC  Safety บอกว่า ทางโรงงานต้องจัดการ นัดเตรียมการกันแล้ว  กับทางคุณสมชาย(นามสมมติ) ผมเลยถามว่า งั้นเรียกคุณสมชายมาเลยครับ ไม่เปิดฝาแบบนี้  จะให้ตรวจรับรองได้อย่างไร ผลที่ได้คือ คุณสมชาย ลาคะวันนี้(อีกแล้วครับ  เริ่มปวดหัวอีกแล้ว)


                 3.ผมสอบถามต่อไป แล้วจะอัด Hydro  test ยังไง ไม่เปิดฝา แบบนี้ คำตอบที่ได้เหมือนกับข้อ 2.ครับ โยนกันไป โยนกันมา ระหว่างทางโรงงานเอง กับทางบริษัท ABC Safety ไม่รู้ใครจะทำ ผมเลยตัดประเด็นต่อไป Safety  valve ล่ะทดสอบยังไง ก็โยนกันไป โยนกันมาอีก แท่นทดสอบ Safety valve ก็ไม่มี แล้วแบบนี้ จะรับรองกันอย่างไรครับ มันผิด จรรยาบรรณ วิศวกร  กันแบบเต็มๆประตูเลย ถ้าจะให้ วิศวกรมายืนถ่ายรูปหน้า หม้อไอน้ำ อย่างเดียว  แล้วออกเอกสารรับรอง ไม่ตรวจสอบ ไม่วัดความหนาท่อ ไม่มีการทำ Hydro Test ไม่มีการทดสอบ Safety valve  ที่ตัว Boiler ผิดเต็มๆประตูครับ ทางวิศวกรของเราทำไม่ได้ครับ

Picture
                เมื่อสอบถามไปยัง จป.น้องใหม่ น้องใหม่บอกว่า เพิ่งเข้ามาคะ ยังไม่ทราบอะไร ว่า Boiler ต้องตรวจอะไรบ้าง ทางวิศวกรของเรา จึงแจ้งไปว่า เนี่ยนะครับ ตามแบบฟอร์ม  ของกรมโรงงานอุตสาหกรรมเลย หน้าแรกระบุไว้อย่างชัดเจน ต้องมีการ อัดน้ำ หรือ ว่า  Hydro Test ตัว Boiler ความดันไม่น้อยกว่า เท่านี้ๆ ตรวจสอบด้านสัมผัสน้ำ ตรวจสอบด้านสัมผัสไฟ  ตรวจสอบความหนา และที่สำคัญ ตรวจสอบการทำงานลิ้นนิรภัย หรือว่า Safety valve แต่ที่มาวันนี้ ทาง ABC Safety  จ้างผมมาให้ออกเอกสารรับรอง อย่างเดียว โดยที่ไม่ได้มีการทำการทดสอบ  ตรวจสอบอะไรเลย ทางผมรับรองให้ไม่ได้ครับ ออกเอกสารรับรองให้ไม่ได้จริงๆ  เพราะผิดเต็มๆประตูครับ คุณค่า จรรณยาบรรณวิศวกร ชัดๆครับ น้อง จป. จึงถึงบางอ้อ ว่าอ้อ….ทาง บริษัท ABC Safety  ไม่มีวิศวกร เลยมาจ้างทางพี่ ที่เป็นวิศวกรมาออกเอกสารรับรองให้  แล้วก็มาให้ทางโรงงานจัดการทุกอย่างโดยที่ ตัวคนที่คุยรับงานก็ไม่มา ทั้งทาง  ABC Safety และคนที่คุยรับงานของทางโรงงาน ก็ไม่มา(เหมือนนัดกัน มี something wrong อะไรกันหรือเปล่า)


                 สอบถามกันไป สอบถามกันมา น้อง จป.เลยเอาเอกสารรับรอง รายงานของเก่าปีที่แล้วมาให้ดู  เป็นไปตามที่คาดคิดไว้เลยครับ ผมพลิกไปดูที่รูปถ่าย ไม่มีการเปิดฝาเพื่อตรวจสอบ  ไม่มีการทำการอัดน้ำทดสอบ หรือว่า Hydrotest  ไม่มีการตรวจสอบ Safety valve  ว่าทำงานได้จริงหรือเปล่า แต่มีวิศวกรเซ็นต์ลงนามกำกับ  มีรูปถ่ายวิศวกรท่านนั้นหน้า Boiler  และที่สำคัญ วิศวกรท่านนั้น ก็ได้ถูกว่าจ้างจากทางบริษัท ABC Safety มาด้วยครับ หน้าปกรายงานระบุไว้ โอ้โห…..วิชาชีพ จรรยาบรรณ คุณค่า ความเป็นวิศวกรอยู่ที่ไหนครับ(ท่านใดอยากรู้ว่า  วิศวกรคนนั้น เป็นใคร หรือ ที่โรงงานนั้น อยู่ที่ไหน กระซิบมาทางเราครับ  โทรสอบถามมาทางเรา จะแจ้งให้ทราบครับ) สอบถามกันไป สอบถามกันมา  ทางวิศวกรเราก็ยืนยันครับ ไม่ออกเอกสารรับรองให้ครับ  จะออกเอกสารรับรองให้ได้อย่างไร คุณไม่ทดสอบอะไรเลยซักอย่าง จะให้ผมมานั่งเทียน  เขียนเหรอครับ Safety valve ของ Boiler ทำงานที่เท่านี้ ตัว Boiler  ผนังท่อไฟใหญ่ หนาเท่านี้ จริงหรือไม่ครับ อย่างไร คุณค่า จรรยาบรรณ  วิศวกร จะแลกกับเงินแค่ 3,000บาท โดยที่ ไปเก็บกับทางโรงงาน 1x,xxx บาท ใช่หรือไม่ครับแบบนี้ ปวดหัวครับ เจอแบบนี้เข้าไป วิชาชีพวิศวกร  ทำได้กันถึงเพียงนี้ ไม่คิดว่าจะเจอกับตัวเองครับ งานนี้เจอมาแล้วเต็มๆครับ  แต่เราก็ยังยืนยันในวิชาชีพเรา เหมือนเดิมครับ

This is your new blog post. Click here and start typing, or drag in elements from the top bar.
 
 
                   
                    การเผาไหม้ หรือ
Combustion เป็นส่วนหนึ่งของวิชาเรียนในสาขา หรือภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล แน่นอนว่า ทฤษฎีการเผาไหม้ (combustion theorem) มีบทบาทเป็นอย่างยิ่งกับแนวทาง หรือ ปริมาณการใช้เชื้อเพลิง ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับหม้อน้ำ หม้อต้มน้ำมัน ของโรงงานเราๆท่านๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ ลองตั้งสมมติฐาน หรือ assumption ดูครับ  1 ปีที่ผ่านมา ปริมาณการใช้เชื้อเพลิงเข้าหม้อน้ำ/ หม้อต้ม ของเรามีค่าเท่านี้ xxx ลิตร(ค่าสมมติ) มาปีนี้จะสิ้นปีแล้ว น่าแปลกใจ ทำไมปริมาณการใช้เชื้อเพลิงของเรา มีค่าเพิ่มมากขึ้น ทั้งๆที่ปริมาณ steam หรือ ปริมาณความร้อนที่เรานำมาใช้งานจริง มีค่าไม่แตกต่างไปจากเดิม…..แน่นอนครับว่าทฤษฎีการเผาไหม้ เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
Picture

               ทฤษฎีการเผาไหม้ หรือ Combustion theorem


[C + H (fuel)] + [O2 + N2 (Air)] -> (Combustion Process) -> [CO2 + H2O + N2 (Heat)]

                ขอกล่าวอย่างสรุป หากเราพิจารณาถึง สถานะของเชื้อเพลิงที่เราใช้ในการเผาไหม้ หรือที่เราใช้สำหรับหม้อน้ำ สามารถที่จะจำแนกได้เป็น  3 ประเภท ตามสถานะของมัน หลักๆด้วยกัน ได้แก่ เชื้อเพลิงแข็ง เชื้อเพลิงเหลว และ แกส เป็นหลักๆ โดยที่พื้นฐานของการเผาไหม้ในเชื้อเพลิงนั้นๆ องค์ประกอบหลักๆ หรือธาตุ ที่เผาไหม้ แล้วมันให้ความร้อนของเรา ได้แก่ C, H และ S ที่อยู่ในเชื้อเพลิงนั้นๆนั่นเอง (ไม่ว่าเชื้อเพลิงที่เอาเข้าหม้อน้ำของท่าน จะเป็น กะลาปาลม์ ซังข้าวโพด ฟางข้าว แกลบ น้ำมันเตาA น้ำมันเตาC แกสLPG แกสธรรมชาติ หรือว่า Biogas หรือว่าอะไรก็ตามแต่แค่ 3 ธาตุหลักนี้เท่านั้นที่ให้ค่าความร้อนออกมา องค์ประกอบตัวอื่น เช่น O หรือ N หรือว่า ขี้เถ้า ในการเผาไหม้เราจะไม่ได้ค่าความร้อนมันออกมา) ตามหลักการทางทฤษฎี

                    C + O2  à CO2                    ผลที่ออกมา           คาร์บอนไดออกไซด์

                    H + 1/2 O2 à  H2O              ผลที่ออกมา           น้ำ

                    S + O2 à SO2                      ผลที่ออกมา           ซัลเฟอร์ไดออกไซด์
Picture
              
               กลับเข้าสู่โลกของความเป็นจริง หรือภาคปฏิบัติครับ เราไม่สามารถทำให้การเผาไหม้เป็นไปได้ตามค่าทางทฤษฎี หรือไม่สามารถทำให้เกิดการเผาไหม้อย่างสมบูรณ์ (
Stoichiometric combustion) ได้โดยที่ใช้ปริมาณอากาศจากทางทฤษฎีได้ เพราะในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น การเผาไหม้อย่างสมบูรณ์ จำเป็นจะต้องดึงอากาศเพิ่มเติมเข้ามา หรือใช้อากาศมากกว่า อากาศที่ใช้ในทางทฤษฎีนั่นเอง…..เพราะอะไรครับ


                                C + 1/2 O2 à CO 

              ลองพิจารณาให้เห็นภาพอย่างง่าย นึกถึง Boiler ลูกหมูที่ใช้เชื้อเพลิงเหลว (น้ำมัน) ขอยกตัวอย่าง พิจารณาห้องเผาไหม้ (combustion chamber) แล้วนึกถึงห้องเผาไหม้ในเครื่องยนต์ ลักษณะการเผาไหม้ การวิ่งของไฟไปในแนวทางเดียวกันเลยครับ


-          ฉีดน้ำมันออกมา อากาศผสม คลุกเคล้าส่วนผสม แน่นอนว่าโอกาสที่จะคลุกเคล้ากันไปทั่ว ไม่ 100% แน่นอนครับ ดังนั้นการผสมระหว่างเชื้อเพลิงกับอากาศไม่สมบูรณ์แล้วหากเป็นเชื้อเพลิงแข็ง ยิ่งไปกันใหญ่ครับ ช่วงหรือ Range ของการคลุกเคล้าส่วนผสม ควบคุมได้ Stable หรือไม่ครับ

-          เครื่องยนต์มี pre ignition หรือเผาไหม้หลอก ก่อนเผาไหม้จริง  Boiler ของเรา หัวฉีด/หัวเผาของเรา ก็เช่นกัน ต้องใช้เวลาในการเผาไหม้ หรือในการทำปฏิกิริยา เช่นเดียวกัน(อย่างเครื่องยนต์ ดีเซล ในโตโยต้า วีโก้ ก็มี pilot injection หรือว่าฉีดนำร่อง เพื่อให้เผาไหม้ ดึงสัดส่วนของเวลา ก่อนฉีดจริง ลักษณะเดียวกัน)

-          สภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนไป หน้าร้อน/หน้าฝน/หน้าหนาว อากาศมีอุณหภูมิไม่เท่ากันแน่ หน้าร้อน อุณหภูมิอากาศสูง มวลอากาศเบา ในขณะที่พัดลมอัดอากาศเข้าคงที่ ไม่ว่าจะร้อน/ฝน/หนาว condition ต่างกันแน่นอน

-          น้ำมันเตา A หมด ของมาส่งไม่ทันติดน้ำท่วม ใช้น้ำมันเตา C ไปก่อนแล้วกันหัวหน้า หรือหนักกว่านั้น...แน่นอนครับ viscosity ต่างกัน หัวฉีดตัวเดิม เบอร์เดิม การกระจายตัวของเปลวไฟ หรือ Flame propagation ที่ได้ย่อมต่างกัน ความร้อนที่ส่งผ่านล่ะครับ ต่างกันแน่นอน หรือ อย่างเชื้อเพลิงแข็ง ยกตัวอย่าง ถ่านหิน Sub bituminous เหมือนกัน ลองเปลี่ยนยี่ห้อ/ เปลี่ยน supplier แน่นอน...ค่าความร้อนที่ออกมา เพี้ยนแน่ๆครับ

Picture
               ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่า ในการเผาไหม้ของเรา ใน Boiler ของเรา หากเราต้องการให้เผาไหม้เชื้อเพลิงหมด จึงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ อากาศในการเผาไหม้จริง ที่มากกว่าอากาศในทางทฤษฎีนั่นเองครับ ซึ่งเจ้าอากาศส่วนเกินขึ้นมานี่ล่ะครับที่เราเรียกมันว่า excess air หรือว่าอากาศส่วนเกินที่ใช้ในการเผาไหม้นั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อมี excess air อากาศส่วนเกิน ก็ย่อมมี O2ออกมาพร้อมๆกัน ซึ่ง O2ตัวนี้เอง ที่จะเป็นตัวบอกเราในเบื้องต้นถึงอากาศส่วนเกิน หรือว่า excess air ครับ

ดังนั้นเมื่อเราทราบแล้วว่า เราต้องการที่จะเผาไหม้เชื้อเพลิงให้มันหมด หมดจดจริงๆว่าอย่างนั้น เราก็จัดการทำให้ Excess air หรือว่าอากาศส่วนเกิน มันเข้าไปเยอะๆเลยดีหรือไม่ ให้มันเลยจุดที่เหมาะสม หรือว่าจุดที่มันควรจะอยู่ดีหรือไม่
 
                คำตอบคือไม่ดีครับ เพราะเหตุผลที่ว่าเจ้า
excess air ที่มันมากเกินความจำเป็นเนี่ย มันจะพาความร้อนสูญเสียออกไปเปล่าๆครับ เป็น Flue gas loss อันเป็น main หลักของการสูญเสีย ซึ่งมีผลโดยตรงกับเจ้า Boiler efficiency ตามที่เรียนกล่าวมาแล้วข้างต้น…..แล้วถ้าหากว่า ในเมื่อเยอะเกินก็ไม่ดี ถ้าอย่างนั้นเราก็ให้มันอยู่ ในตำแหน่งที่ น้อยกว่าจุดเหมาะสมล่ะ เป็นอย่างไร คำตอบตามที่เรียนไว้ข้างต้น คือ เผาไหม้ไม่สมบูรณ์(incomplete combustion) อากาศไม่เพียงพอต่อการเผาไหม้เชื้อเพลิงได้หมด แทนที่จะเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา กลับกลายเป็น  คาร์บอนมอนนอกไซด์ หรือ CO หลุดออกมา พร้อมกับพลังงานความร้อนบางส่วน loss อีกแล้วครับ

Picture
            แล้ว Excess air เท่าไหร่ หรือว่า O2ออกมาเท่าไหร่ ถึงจะดี หรือว่าพอดีกับ Boiler ของผมล่ะครับนายช่าง

คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับเชื้อเพลิงหลักๆ ของท่านล่ะครับ ว่า Boiler ท่าน เชื้อเพลิงหลักเป็นอะไรครับ หากพิจารณา อากาศเกิน เป็น % โดยปริมาตร อ่านมาถึงบรรทัดนี้ก็เดากันไม่ยากแล้วครับ หากเป็นเชื้อเพลิงก๊าซ (การคลุกเคล้า ระหว่าง Fuel กับ air ทำได้โดยง่าย) อากาศเกินก็จะอยู่ในช่วง 5-15% by volume หากเป็นเชื้อเพลิงเหลว อากาศเกินก็จะอยู่ในช่วง 10-20% by volume หรือ หากเป็นเชื้อเพลิงแข็ง (เจ้าปัญหา, จะ Fixed fuel หรือจะ Mixed fuel หรือว่า ระบบการเผาไหม้ การป้อนเชื้อเพลิงที่แตกต่างกัน) อากาศเกินก็จะอยู่ในช่วง 15-60% by volume ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยครับตัวนี้.....หรือว่าเรามามองในมุมของ O2บ้าง อาจจะคุ้นเคยมากกว่า โดยที่ทั้งนี้และทั้งนั้น O2ส่วนเกิน ควรจะน้อยที่สุด ที่ทำให้ ปริมาณ CO ไม่เกิน 200 ppm(ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม กำหนด ห้ามเกิน 690 ppm นะครับสำหรับเจ้า CO ตัวนี้) โดยขอสรุปอย่างรวบรัดเลยครับ O2 ส่วนเกิน ที่ออกจากห้องเผาไหม้ สำหรับเชื้อเพลิงก๊าซ ไม่ควรเกิน 2% หากเป็นเชื้อเพลิงเหลว ไม่ควรเกิน 4% และหากเป็นเชื้อเพลิงแข็งเจ้าปัญหา ก็ขึ้นอยู่กับสภาพเชื้อเพลิงเป็นหลักตามที่กล่าวไว้ข้างต้นครับ ทีนี้เราตอบได้แล้วนะครับ Boiler ที่โรงงานของเรา เจ้า O2ส่วนเกิน มันควรจะอยู่ที่เท่าไหร่ดี


Picture
              แล้วผมจะรู้ได้อย่างไรครับนายช่าง ว่า O2ผมมีค่าเท่าไหร่ แล้วจะปรับตรงไหน (Boiler tune up) อย่างไร

วัดสิครับ ใช้เครื่องมือวัด เครื่องมือทดสอบ(Flue gas analyzer) อ่านค่า O2ส่วนเกินที่มันออกมาจาก Boiler ของเรา อันเป็นตัวตั้งต้น หรือตัวแม่ ก็ไม่ผิดครับ ตรวจวัดปริมาณ O2ที่ออกมา เปรียบเทียบกับเชื้อเพลิง ค่าความร้อน เปรียบเทียบ CO2 ที่ออกมา CO ที่ออกมา อุณหภูมิไอเสียที่ออกมา รวมถึง loss ที่มันสูญเสียออกมาจากการเผาไหม้เนี่ย มีค่าเท่าไหร่ เหมาะสม ไม่เหมาะสม อย่างไร.....ท่านต้องวัด เท่านั้นครับ ถึงจะรู้ค่าที่ exactly จริงๆ

                บางท่านอาจจะบอกว่า....เอ๊ะ นายช่าง ผมดูเปลวไฟเอาก็ได้นี่ครับ เปลวไฟสม่ำเสมอ สีของเปลวสดใส/ หรือบางท่านอาจจะกล่าวว่า ผมดูสีของควันไฟ ที่มันออกทาง ปล่องควัน หรือ Stack เอาก็ได้นี่ครับ ควันออกสีเทาจางๆ ตรงตามหลักทฤษฎีการเผาไหม้เป๊ะๆ จะไปวัดทำไมล่ะครับนายช่าง....ถูกต้องในส่วนหนึ่งครับ รถยนต์ เครื่องยนต์แกสโซลีน หรือเครื่องยนต์เบนซิล มีออกซิเยน เซนเซอร์ ที่ทางออกท่อไอเสียไว้เพื่อเป็น Feed back control สำหรับ กล่อง ECU ควบคุมการส่งจ่ายน้ำมันเข้าห้องเผาไหม้ในจุดที่เหมาะสม คือ ประหยัดน้ำมันที่สุด ฉันใดก็ฉันนั้น หากเราควบคุมจุดของการเผาไหม้ใน Boiler ของเราให้อยู่ในช่วงที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ผลลัพธ์ก็คือ การประหยัดที่เกิดขึ้นในระบบ ทั้งในระบบการเผาไหม้ และระบบไอน้ำ ส่งผลโดยตรงแน่นอนครับ เรียกได้ว่า หากเราเป็นช่างรุ่นใหม่ เราต้องเรียนรู้ ก้าวทันเทคโนโลยีในงานของเรานั่นเอง

                ส่วนจะวัดเมื่อไหร่ดี ปีละครั้งดีมั้ย หรือ หกเดือนครั้งดีกว่า หรือว่าหยุดตรวจสอบ
boiler ประจำปี เปิดเครื่องมาอีกทีค่อยทำการวัด ก็สุดแล้วแต่ทางโรงงาน ทางผู้บริหารครับ แต่ถ้าถามทางกาก้า เราแนะนำให้วัดทุกครั้งเมื่อท่านทำการปรับปรุงแก้ไขระบบ หรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบเชื้อเพลิง เช่น หัว burner ตัน/ ชำรุด เปลี่ยนตัวใหม่ เปลี่ยนเบอร์ใหม่ หรือว่า เปลี่ยนปั้มน้ำมันใหม่ หรือว่าหากเป็นเชื้อเพลิงแข็ง เปลี่ยนถ่านหินชนิดใหม่ เปลี่ยน supplierเปลี่ยนตะกรับใหม่ ฯลฯ หรือหากเราไม่ได้ไปยุ่ง ไปทำอะไรเลยกับระบบ ก็แนะนำว่า ตรวจวัดเถอะครับ ปีละครั้ง แล้วนำค่าที่ได้นี่ล่ะครับ เก็บเพื่อเปรียบเทียบปริมาณการใช้เชื้อเพลิงของ boiler ท่านในแต่ละเดือน/ แต่ละปี ต่อเจ้าค่า combustion analysis ที่กล่าวมายืดยาวข้างต้น รับรองว่าเห็นผลแน่นอนครับ หากว่ามีการปรับตั้ง หรือว่าแก้ไขระบบ หรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องตามเรียนข้างต้น  ซึ่งส่วนต่างค่าเชื้อเพลิงตรงนี้ เงินๆทองๆ ทั้งนั้นครับ ส่วนจะปรับตั้ง boiler ของเรา หรือว่า Boiler tune up กันตรงไหน อย่างไร ก็อย่างที่เรียนครับ ขึ้นอยู่กับนิสัยของ boiler เราเป็นหลัก ว่าจะปรับอากาศเข้าหาเชื้อเพลิง หรือว่าปรับเชื้อเพลิงเข้าหาอากาศ หรือว่าเป็นแบบอัตโนมัติ tune up กันแบบ feedback control ทั้งอากาศ ทั้งเชื้อเพลิงก็ไม่ผิดกติกาแต่ประการใดครับหากอ่านถึงจุดนี้แล้วทางเรามั่นใจว่าเราๆท่านๆ สามารถตอบโจทย์เกี่ยวกับ การเผาไหม้ของ boiler ของพวกเรา ได้อย่างไม่ยากแล้วครับ



 
 
               จากภาคทฤษฎี 1 เราเรียนรู้ไปเรียบร้อยแล้วครับ ว่า ประสิทธิภาพ หม้อไอน้ำ เราสามารถหามาได้อย่างไร...แต่ทั้งนี้ และทั้งนั้น จากภาคทฤษฎี1 หรือ ประสิทธิภาพหม้อไอน้ำแบบ Direct method หรือ Input-Output method นั้น เป็นค่าทางอุดมคติ หรือ ทางทฤษฎีเท่านั้น ทั้งนี้ทั้งนั้น เพราะเหตุผลหลักที่เป็นเช่นนั้นมาจากปัจจัยหลักคือ การเผาไหม้ (Combustion)ที่เป็นหัวใจของการเปลี่ยนพลังงาน จากพลังงานความร้อนที่ได้จากเชื้อเพลิง มาเป็นพลังงานความร้อนที่ออกมากับตัวไอน้ำ
Picture
               ภาคนี้ ประสิทธิภาพหม้อไอน้ำแบบ Indirect method หรือ Heat loss method หรือที่เราคุ้นเคยกันว่า สมดุลพลังงานนั่นเองครับ จะเป็นการรวมพลังงานเข้า และพลังงานออก ซึ่งจะเป็นค่าของพลังงานที่ออกมาจริงๆ ค่าความร้อนที่ loss ออกมาจริงๆ loss ออกมาในรูปแบบไหน loss ออกมา มากน้อยแค่ไหน ซึ่งข้อมูลตรงจุดนี้...สำคัญเป็นอย่างยิ่งครับ สำหรับการปรับปรุงประสิทธิภาพหม้อไอน้ำ ให้มันดีขึ้นกว่าเดิมนั่นเอง จึงทำให้มีการคิดวิธีนี้ขึ้นมา...แน่นอนครับ ว่าสิ่งที่ตามมาคือ ประสิทธิภาพที่ดีขึ้น แน่นอนว่าต้นทุนท่านย่อมลดลงนั่นเอง ค่าไฟลดลง/ ค่าถ่านหินลดลง/ ปริมาณน้ำมันเตาที่ใช้ลดลง/ค่าเชื้อเพลิงลดลง ในขณะที่ ค่าพลังงาน ต่อหนึ่งหน่วยเชื้อเพลิงของท่าน เพิ่มมากขึ้น....นี่คือสิ่งที่เรา สามารถทำได้ หลังจากที่เรารู้ประสิทธิภาพ ของ Boiler เราว่ามันจะ loss ออกไปใน Directionไหน เราก็กำจัดจุดอ่อน หรือ ปิดจุดอ่อนตรงนั้นครับ เพื่อผลที่ตามมาคือ ประสิทธิภาพ หรือ ค่าพลังงานในรูปแบบที่เราต้องการ ที่เพิ่มมากขึ้นนั่นเองครับ

หากเราพิจารณาหม้อไอน้ำ ลูกหนึ่ง โดยที่มองให้มันอยู่ในสภาวะที่คงตัว หรือ Steady state โดยพิจารณาตั้งแต่ ตัว Boiler / Super heater/ Reheater/ Economizer ให้คลอบคลุมทั้งหมด พิจารณาให้มันเป็นตัวเดียวกัน เป็นระบบเดียวกัน สิ่งที่เรามองออกมาในรูปแบบของพลังงานจะพบว่า

พลังงานที่เข้าระบบ (E) คือ พลังงานที่วิ่งเข้ามาจากเชื้อเพลิง หรือ ค่าความร้อนที่มาจากเชื้อเพลิง (ในหน่วยเวลา)
Picture
พลังงานที่ออกจากระบบ ได้แก่

L1 พลังงานที่ออกไปในรูปแบบของไอเสียแห้ง (Dry flue gas) ล่องลอยออกไปทางปล่องไอเสีย

L2 พลังงานที่สูญเสียจากความร้อนแฝงของ Hydrogen ในเชื้อเพลิง

L3 พลังงานที่ทำให้ความชื้นของเชื้อเพลิง กลายเป็นไอ (moisture in fuel/ H2O ใน fuel)

L4 พลังงานที่ทำให้ความชื้นในอากาศที่เข้าห้องเผาไหม้ กลายเป็นไอ (moisture in air/ H2O ใน air)

L5 พลังงานที่สูญเสียในรูปแบบของการเผาไหม้แบบไม่สมบูรณ์ หรือ incomplete combustion

L6 พลังงานที่สูญเสียออกไปในรูปแบบการถ่ายเทความร้อนที่ตัวพื้นผิวหม้อไอน้ำ

L7*** พลังงานที่สูญเสียในรูปแบบของ Unburned Carbon ในเถ้าลอย หรือ fly ash

L8*** พลังงานที่สูญเสียในรูปแบบของ Unburned Carbon ในเถ้าหนัก หรือ bottom ash

หมายเหตุ*** L7 และ L8 มาจากเชื้อเพลิงแข็ง หรือ Solid fuel
 

สิ่งที่เราได้จาก สมดุลความร้อน หรือ Heat loss method คือ

Boiler efficiency = 100 – (L1+L2+L3+L4+L5+L6+L7+L8)
แน่นอนว่าค่าต่างๆที่เราต้องการออกมานั้น ตั้งแต่ L1 ไล่มาเรื่อยๆ จนถึง L8 ครับ...คือค่าที่ loss หรือค่าที่สูญเสียอย่างแท้จริง ต่อหนึ่งหน่วยเชื้อเพลิงในขณะนั้นๆ ที่เราทำการเดินเครื่อง Boiler อยู่นั่นเอง ค่าที่ได้มาจากค่าของการวัดค่า/ การอ่านค่าที่ต้องนำมาเก็บข้อมูลเพื่อใช้ในการคำนวณค่า L1 ถึง L8 ข้างต้น ซึ่งวิธีการคำนวณ ค่อนข้างยาวและซับซ้อนนิดหน่อยครับ
Picture
ดังนั้น สิ่งที่เราต้องการในขณะนี้คือ

  1. Flue gas analyzer ครับ...สำหรับ %CO2, CO และ O2 อันเป็นตัวตั้งต้นในการทำงานของเรา
  2. เครื่องมือวัดอุณหภูมิ(ทั้ง dry bulb และ wet bulb)….ไม่ว่าจะเป็น thermometer, thermocouple หรือว่า Infrared thermometer สำหรับอุณหภูมิขณะนั้นๆ เพื่อนำมาคำนวณค่า
  3. Flow meter ต่างๆ เพื่อใช้ในการวัด หรืออ่านค่าอัตราการไหลในขณะนั้นๆ เช่น อัตราการไหลไอน้ำ/ อัตราการไหลก๊าซเชื้อเพลิง/ อัตราการไหลน้ำป้อน เป็นต้น
  4. Sample หรือ ตัวอย่างของเชื้อเพลิง ในขณะที่ทำการทดสอบนั้นๆ เพื่อนำส่ง ห้องทดลอง(Laboratory)สำหรับค่าของความร้อน หรือ ค่าพลังงานในสภาวะที่ใกล้เคียงการทำงานจริงที่สุด
  5. Sample ของ Unburned carbon ในขณะที่ทำการทดสอบนั้นๆ ส่งห้องทดลอง เช่นเดียวกันกับข้อ4.
  6. ข้อมูลของน้ำ หรือ คุณภาพน้ำในขณะนั้นๆ เพื่อเก็บมาเป็นฐานข้อมูลในต่อไป เช่น Feed/ Blow down TDS หรือ pH เป็นต้น

               และทีนี้ เมื่อเราได้ค่าที่ผ่านมาทั้งหมดแล้ว คือ L1 ถึง L8 เรียบร้อย...เราก็สามารถที่จะวิเคราะห์ ได้อย่างตรงจุดแล้วครับ ว่าตอนนี้นะ Boiler เรามัน Loss ออกไปที่ตรงจุดไหนบ้าง กี่เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้/ตรงนั้น มากน้อยแค่ไหน เพื่อที่จะนำมาแก้ไขให้ตรงจุด และครงประเด็นครับ...นอกจากนั้น เรายังสามารถที่จะตั้งเป้าหมาย ในการเพิ่มประสิทธิภาพ อีกด้วยครับ เช่น เป้าหมายเราภายหลังจากการวัดประสิทธิภาพหม้อไอน้ำนั้น เราอยากให้ประสิทธิภาพขึ้นมาอีก 5-10 เปอร์เซ็นต์(จัดว่าเยอะครับ ระดับนี้) เราก็มานั่งดู นั่งวิเคราะห์ครับ loss หรือสูญเสียของเรา หายไปในตัวไหนของ L1 ถึง L8 ที่เป็นเปอร์เซ็นต์มาก เราก็ไปปรับแก้ตรงจุดนั้นครับ ขยับที่จุดโน้นนิด ขยับที่จุดนี้หน่อยให้ได้ตามเป้า 5-10เปอร์เซ็นต์ที่เราวางไว้.....ไม่ยากและไม่ง่ายที่จะมานั่งทำความเข้าใจครับ สำหรับการนำภาคทฤษฎี ลงมาใช้งานจริงในภาคปฏิบัติ หรือภาคสนาม อย่างไรก็ตามแต่Indirect method หรือ Heat loss method หรือ สมดุลความร้อน เป็น วิธีการหาประสิทธิภาพของ Boiler ที่ใกล้เคียงความเป็นจริง และสามารถแก้ไข หรือ ช่วยในการวิเคราะห์ปัจจัยอื่นๆที่สามารถตามมาได้อีกมากมายครับ ประโยชน์ของมันคือ นอกจากเรารู้ประสิทธิภาพ(ที่ใกล้เคียงความเป็นจริง)แล้วนั้น เรายังสามารถที่จะ ปรับปรุงและพัฒนา ให้เกิดประสิทธิผลต่อเนื่องด้วยนั่นเองครับ

               ส่วนโอกาสหน้า เราจะมาวิเคราะห์ ปัจจัยหลักเกี่ยวกับผลของประสิทธิภาพ Boiler ที่มีผลโดยตรงไปยัง A/F ratio และ อากาศส่วนเกิน (excess air) ถึงความสัมพันธ์ กับการวัดค่าประสิทธิภาพ รวมถึงเทคนิคเล็กๆน้อยๆ ในการวิเคราะห์ ค่าที่ได้จากการเผาไหม้ อันเป็นปัจจัยหลักโดยตรงกันครับ
ตารางบันทึกผลข้อมูล ประสิทธิภาพหม้อไอน้ำ
File Size: 207 kb
File Type: pdf
Download File

ตารางบันทึกผลข้อมูล ประสิทธิภาพหม้อไอน้ำ(ต่อ)
File Size: 152 kb
File Type: pdf
Download File

 
 
 
          อ้างอิงจาก ASME Standard: PTC-4-1 Power Test Code for Steam Generating Units ครับ...โดยที่ เจ้า ASME Standard ตัวนี้จะแบ่ง หรือ จำแนกวิธีการคิด หรือวิธีการคำนวณ ประสิทธิภาพ หม้อไอน้ำ ออกเป็น 2 วิธีหลักๆ ด้วยกัน ได้แก่

วิธีที่1 เรียกว่า
Direct Method (หรือ สามารถเรียกได้ว่า Input-Output Method) และ

วิธีที่2 เรียกว่า Indirect Method (หรือ ที่นิยมเรียกกันว่า Heat loss method)
Picture
          ซึ่งวันนี้เราจะมาศึกษาในส่วนของ Direct method หรือ input-output method นั่นคือ ประสิทธิภาพในส่วนของ input ต่อ output ที่ออกมาของตัวหม้อไอน้ำนั่นเอง ซึ่งจะเห็นได้ว่า input ของเราหมายถึงความร้อนที่ให้เข้าไปในตัวหม้อไอน้ำ ความร้อนมาจากไหน...ความร้อนมาจากเชื้อเพลิงที่เราใส่เข้าไปไงครับ เพราะเราต้องการต้มน้ำ เอาไอน้ำไปใช้ ดังนั้น input ของเราคือ ทำยังไงก็ได้ให้น้ำมันร้อน เพื่อให้ได้ไอน้ำออกมา....นั่นก็คือ เราต้องมีตัวแปรต้น คือ อะไรก็ได้ที่เราจำเป็นต้องใส่เข้าไปเพื่อให้เป็นตัวแปรในการให้ค่าความร้อน (Heating value) ออกมาสำหรับการเผาไหม้(Combustion)นั่นเอง ซึ่งโดยส่วนใหญ่ input ของเราคือ เชื้อเพลิงนั่นเองครับ(ไม่ว่าจะเป็น ถ่านหิน/ไม้ฟืน/แกลบ/น้ำมัน/ก๊าซธรรมชาติ/ก๊าซปิโตรเลียมเหลว เป็นต้น....ที่นิยมใช้กันนะครับ)

          แล้ว Output ของวิธี direct method ล่ะ คืออะไร...คำตอบคือ steam หรือไอน้ำ นั่นเอง เพราะหม้อไอน้ำ เราต้องการไอน้ำมาใช้ ดังนั้นเมื่อ input คือ พลังงานความร้อนที่ใส่เข้าให้ในการต้มน้ำ (ที่มาจากเชื้อเพลิง) ผลลัพธ์หรือ output ที่ออกมาได้ ก็จะเป็น พลังงานความร้อนที่น้ำได้รับ โดยผลลัพธ์ในรูปแบบของไอน้ำ หรือ Steam enthalpy ที่เปลี่ยนแปลงออกมานั่นเอง

          ดังนั้นจะเห็นได้ว่า อัตราส่วนของ Input ต่อ output ที่ออกมา สามารถกล่าวได้ว่า คือ ผลลัพธ์อัตราส่วน หรือ ประสิทธิภาพ ของเชื้อเพลิง ต่อ ไอน้ำ (fuel to steam efficiency) ก็สามารถกล่าวได้ครับ

ประสิทธิภาพ หม้อไอน้ำ หรือ  Boiler Efficiency  = (Heat output/Heat input) x 100           


                                        Boiler Efficiency = Steam quantity x (steam enthalpy - feed water enthalpy)
 x 100
                                                                      Fuel consumption quantity x fuel carolific value
          


          Steam quantity   คือ อัตราการผลิตไอน้ำที่ออกมา ในหน่วยของ ไอน้ำ ต่อเวลา สามารถหาได้จาก Log book ของ boiler หรือ ค่าที่วัดค่า/อ่านค่าได้ จากข้อมูลของ หม้อไอน้ำตัวนั้นๆ หรือค่าจริงจากการวัดค่า
 
          Steam enthalpy และ feed water enthalpy คือ ค่าพลังงานของน้ำ (หรือ ไอน้ำ) ในสถานะนั้นๆ ในหน่วยของ พลังงาน ต่อ หน่วยมวล โดยทั่วไปนิยม ในหน่วยของ Cal/kg. หรือ Joule/kg. ซึ่งสามารถหาค่าได้จาก ตารางคุณสมบัติของไอน้ำอิ่มตัว (Saturated steam table) ของตำรา Thermodynamics ทั่วไป

          Fuel consumption quantity คือ ปริมาณของเชื้อเพลิงที่ใช้ ในหน่วยของ มวล ต่อเวลา

          Fuel calorific value คือ ค่าความร้อนจำเพาะ ของเชื้อเพลิงตัวนั้นๆที่เราใช้ในการเผาไหม้ ในหน่วยพลังงาน ต่อเวลา ซึ่งสามารถหาได้จาก ตำราหรือ ข้อมูลจาก บริษัท/แหล่งผู้ผลิตเชื้อเพลิง

          ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าหากเราต้องการค่าของ ประสิทธิภาพหม้อไอน้ำ ให้มีค่าสูงๆเข้าไว้ก่อน ตัวเศษ หรือ Heat input ค่าที่ได้ควรจะมีค่ามากไว้ก่อน หรือมีค่าผลต่างที่เป็นจำนวนมาก นั่นคือ ค่าของผลต่าง steam enthalpy  และ feed water enthalpy มีค่าที่ต่างกัน ซึ่งแน่นอนว่าหากที่สภาวะความดันเดียวกัน steam ที่อุณหภูมิสูงกว่า จะมีค่าพลังงานทางความร้อนที่มากกว่า หรือ enthalpy มากกว่านั่นเอง ซึ่งนั่นก็หมายถึง ความร้อนถ่ายเท เข้าสู่ตัว steam ได้อย่างเต็มที่นั่นเอง ในสภาวะของ Superheat steam ที่อุณหภูมิยิ่งมากยิ่งดี(สร้างพลังงานได้มาก) ในทางเดียวกัน หากปริมาณของเชื้อเพลิงต่อหน่วยเท่ากัน(ที่ป้อนเข้า หม้อไอน้ำ) เชื้อเพลิงที่มีค่าพลังงานความร้อน หรือเจ้า calorific value ที่มากกว่า ย่อมให้อัตราการถ่ายเทความร้อนที่มากกว่าต่อหน่วยเชื้อเพลิง 

          แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ท่านต้องคำนึงถึง ราคาต่อหน่วยเชื้อเพลิง ที่นำมาใช้ด้วยนะครับ ไม่ใช่ว่าต้องการแต่ ประสิทธิภาพสูงอย่างเดียว ไม่สนใจการลงทุน แบบนี้ก็ไม่
balance หรือ สมดุลทางด้านเศรษฐศาสตร์เท่าไหร่ครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น concept ทางด้านประสิทธิภาพหม้อไอน้ำ แบบ Direct method สามารถหาได้จากวิธีการด้านบนครับ.....เดี๋ยว ภาค2 จะมาต่อ ถึงการหาประสิทธิภาพหม้อไอน้ำ แบบ indirect method ซึ่งละเอียด และยุ่งยากกว่า direct method มากๆครับ แต่ผลลัพธ์ ต่างกันในหลักระหว่าง 5-10 เปอร์เซ็นต์ครับ(เทียบจากการคำนวณ ทั้งสองแบบ)


          โจทย์การบ้าน : หม้อไอน้ำแบบท่อไฟ หรือ แบบลูกหมู (ในภาษาลูกทุ่ง)ลูกหนึ่ง มีกำลังการผลิตไอน้ำที่ 8ตัน ต่อชั่วโมง โดยค่าจากเครื่องมือวัดที่วัดค่าอุณหภูมิ และความดันไอน้ำ อ่านค่าได้ 180 องศาเซลเซียส และ 10
bar โดยประมาณ และใช้ถ่านหิน ชนิด KAKA เป็นเชื้อเพลิง ที่อัตราการบริโภค 1,600 กิโลกรัม ต่อ ชั่วโมง(กำหนดให้ ค่าความร้อนของ ถ่านหินKAKA อยู่ที่ 4000 kCal/Kg) โดยอุณหภูมิน้ำป้อนเข้าอยู่ที่ 85 องศาเซลเซียส เจ้าของโรงงานอยากทราบประสิทธิภาพ หม้อไอน้ำตัวนี้ อย่างคร่าวๆ ทางหลักทฤษฎี ด้วยวิธี Direct-method ครับ (เฉลย: 72.5% โดยประมาณ)
 
 
               งานบริการวัดความหนา ด้วยเครื่องวัดความหนา หรือ Ultrasonic Thickness Measurement หรือ ที่เรานิยมเรียกกันว่า UTM เป็นส่วนหนึ่งของงานพิจารณาตรวจสอบ เพื่อพิจารณาถึง ความหนาของชิ้นงาน/เนื้องาน ที่เราต้องการตรวจสอบความหนานั้นๆ โดยอาศัยหลักการของคลื่นเสียงความถี่สูง ส่งผ่านไปยังชิ้นงานที่ต้องการตรวจสอบ แล้วจึงอาศัยคลื่นเสียงที่สะท้อนกลับจากอีกฝั่งหนึ่งของผิวชิ้นงาน นำมาคำนวณค่าของความหนาชิ้นงาน เพื่อแสดงผลออกมาให้เราทราบ
 

               วัดความหนาได้เฉพาะเหล็กหรือไม่

               คำตอบคือ
เราสามารถวัดความหนาของชิ้นงาน ได้ในวัสดุเกือบทุกชนิดที่เราสามารถส่งคลื่นเสียงความถี่สูง ลงไปในชิ้นงานนั้นๆได้ ซึ่งหลักการทำงานตรงนี้ ถูกนำมาใช้ในการตั้งค่า หรือ set ค่า เครื่องวัดความหนาในส่วนใหญ่ (คือ หลักการทำงานของตัวเครื่อง จะใช้หลักการทำงานเดียวกัน) นั่นคือ set ค่าของความเร็วคลื่นเสียง ตามยาว (ในหน่วย เมตร/วินาที) ที่ส่งผ่านเข้าไปในวัสดุนั้นๆ หากเรารู้ว่าวัสดุนั้นๆ เป็นชิ้นงานอะไร เช่น หากเราต้องการนำไปวัดความหนาของ ท่อเหล็ก (Steel) การตั้งค่า เราจะ set ความเร็วของคลื่นที่ถูกส่งผ่าน เครื่องวัดความหนาไปที่ 5,920 m/s หรือ หากเราต้องการนำไปวัดชิ้นงานที่เป็น อลูมิเนียม (Aluminum) การตั้งค่า เราก็เพียงปรับ set ค่าความเร็วของคลื่นที่ถูกส่งผ่าน เครื่องวัดความหนาไปที่ 6,320 m/s เป็นต้น เช่นเดียวกันกับวัสดุอื่นๆครับ ไม่ว่าจะเป็น ทองแดง ทองเหลือง พลาสติก  PVC แก้วหรือ กระจก เราก็ล้วนใช้หลักการเดียวกันทั้งสิ้นครับ
 

               การประยุกต์ใช้งาน หรือ การใช้งานภาคสนาม

               สำหรับงาน Service เกี่ยวกับ งานบริการวัดความหนา ส่วนใหญ่เรานิยมใช้ ควบคู่ไปในงานพิจารณาตรวจสอบต่างๆ เพื่อพิจารณาความหนาที่เราอ่านค่าจริงได้ในขณะนั้นๆ นำไปเปรียบเทียบกับ รายการคำนวณ ตามแบบก่อสร้าง หรือตามข้อกำหนดตามแบบ ของงาน engineering design เพื่อที่จะพิจารณาว่าความหนาชิ้นงานในขณะนั้นๆ(เช่น ชิ้นงานเรานั้น อาจจะเป็นท่อ หรืออาจจะเป็นถัง หรือ container ผ่านการใช้งานมาแล้ว 5 ปี) ความหนาของวัสดุ หรือความหนาของชิ้นงานเรานั้น มีการสึกกร่อน(Corrosion) ลงไป มาก น้อยเพียงใด ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ยังสามารถใช้งานได้ต่อไปโดยผ่าน ตามเงื่อนไขและข้อกำหนดของทางวิศวกรรมหรือไม่ เช่น ท่อ/ถัง/ภาชนะบรรจุแรงดัน/ถังเก็บน้ำมัน (Storage tank) เสียเป็นส่วนใหญ่ ยกตัวอย่างดังเช่น

-       งานวัดความหนาของท่อไฟใหญ่ ใน Fire tube boiler หรืองานวัดความหนาของ ท่อน้ำ ใน water tube boiler
-       งานวัดความหนาของท่อน้ำมัน ใน hot oil boiler
-       งานวัดความหนาของผนังถัง vessel หรือ ผนังของภาชนะบบรจุแรงดัน/ ผนังถังบรรจุก๊าซคลอรีน(Cl2)/ ผนังถังบรรจุก๊าซแอมโมเนีย(NH3)ผนังถังก๊าซ LPG/NGV
-       งานวัดความหนาถังลม/ ถัง Air compressor
-       งานวัดความหนาผนัง
(Shell)/ วัดความหนาพื้นหลังคา(Roof plate) ถังเก็บน้ำมัน(Storage tank) เป็นต้น

Picture
               ซึ่งค่าที่เราอ่านได้ หรือค่าที่เราวัดได้นี่ล่ะครับ จะถูกนำมาเปรัยบเทียบกับรายการคำนวณในทางวิศวกรรม เพื่อพิจารณาความสามารถในการใช้งาน เช่น หากเป็นถังรับแรงดัน ก็จะนำมาพิจารณาว่า ผนังถังตามความหนาที่เราวัดค่าได้ สามารถใช้งานได้ต่อไป โดยปลอดภัยหรือไม่ ไม่ใช่ว่าใช้งานไปเรื่อยๆ ความหนาก็กร่อนลงเรื่อยๆ(อันสาเหตุมาจาก Corrosion ที่ด้านใน ซึ่งเราไม่สามารถมองเห็นจากภายนอกได้) หากเป็นท่อ ก็เช่นเดียวกัน เพื่อพิจารณาความหนาของเนื้อท่อที่เหลืออยู่ อันสามารถเกิดการกัดกร่อนจากภายในได้ เช่นเดียวกันครับ ซึ่งหากไม่มีรายงานการคำนวณ วิศวกรผู้ทำการตรวจสอบ หรือทดสอบ ก็จำเป็นที่จะต้องจัดทำรายการคำนวณ ตามหลักการทางวิศวกรรมขึ้นมา เพื่อที่จะใช้เปรียบเทียบค่าที่อ่านได้ (ไม่อย่างนั้นเราจะทำการวัดค่า ทำไม จริงหรือไม่ครับ วัดค่า/อ่านค่ามา แต่ไม่รู้จะเอาไปเปรียบเทียบกับอะไร จะผ่าน หรือตก ก็ไม่รู้ เพราะไม่มีตัวเปรียบเทียบ….แล้วจะวัดความหนาไปทำไมครับ ต้องมีหลักการทางวิศวกรรมอ้างอิงครับ) 

ข้อควรระวังเล็กๆน้อยๆครับ ในการใช้งานภาคสนาม

     -  อุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์ทุกชนิดครับ ไม่เน้นว่าจะต้องเป็นเครื่องวัดความหนา การใช้งานควรให้หลีกห่างจากความชื้นต่างๆ และควรทำความสะอาดเครื่องมือทุกครั้ง ทั้งตัวเครื่อง และหัว probe (ส่งคลื่นเสียง) ให้สะอาดอยู่เสมอ อีกทั้ง หากเราไม่ได้ใช้เครื่องวัดความหนาเป็นเวลานานๆ(ซักประมาณ 1 เดือนนี่ก็ถือว่านานแล้วครับ) ถอดแบตเตอรรี ออกทุกครั้งนะครับ

   - หัวโพรบ
(Probe) จะส่งผ่านคลื่นได้ดีนั้น ผิวชิ้นงาน ณ จุดที่ทำการตรวจสอบ ควรจะทำความสะอาด ให้ชิ้นงานปราศจากสิ่งสกปรก เช่น ฝุ่น/เขม่า/สนิม เป็นต้น อันสามารถเป็นตัวกำจัด ความสามารถในการส่งผ่านของคลื่น อันสามารถทำให้เกิด error ในการวัดค่าได้ และก่อนใช้งานจริง อย่าลืมทำการตั้งค่า หรือ Calibrate ทุกครั้งด้วยนะครับ
  
-   หัวโพรบ(Probe)ความถี่ต่ำ เหมาะสำหรับ ใช้กับชิ้นงานที่มีเกรนหยาบ(เช่น เหล็กหล่อ) สำหรับความถี่สูง เหมาะสำหรับชิ้นงานที่มีเม็ดเกรนละเอียด ซึ่งจะให้ resolution ที่ดีกว่าครับ โดยความถี่ของหัวโพรบ ส่วนใหญ่ของเครื่องวัดความหนาที่เรานิยมใช้ มักจะอยู่ที่ 1MHz/ 2.5MHz/ 5MHz และ 10 MHz เสียเป็นส่วนใหญ่ครับ

 
 
Picture
ทดสอบที่ความดันเท่าไหร่ ถึงจะเรียกว่า ทดสอบ Hydrostatic Test

          โดยทั่วไป หากมีกฎ หรือ Code ในลักษณะงานนั้นๆ เราจะยึด กฎ หรือ Code ตัวนี้เป็นหลัก ในเรื่องของความดันทดสอบ เช่น หากทดสอบถังรับแรงดัน โดยที่ถังนั้นออกแบบ และสร้างตาม Code ของเพื่อนชาวอเมริกา ASME section VIII, div 1 เราก็ต้องปฏิบัติงาน การทดสอบที่ตาม Code นั้นกำหนด ซึ่งตรงนี้ ตัว Code จะกำหนดไว้ชัดเจน ว่าเราจะทำการอัดน้ำที่เท่าไหร่ นั่นเอง เช่น 1.3เท่า ของความดันออกแบบ/ หรือ 1.5 เท่าของแรงดันออกแบบ เป็นต้น และหากเป็น Boiler หรือ Pressure Vessel ที่ควบคุม หรือ มีกฎหมายควบคุม เช่น พรบ.โรงงาน กำหนด (อาจสามารถเรียกได้ว่าเป็น กฎหมายลูก ก็ไม่ผิด) เราก็ต้องทำการทดสอบครับ ตรงนี้มีกำหนดไว้ชัดเจน ทดสอบ แล้วรับรองการทดสอบ รับรองไปเพื่อ....ถังใบนี้นะ serial no. นี้นะ ได้ผ่านการทดสอบ การอัดแรงดัน ที่ความดัน XXเท่าของความดันออกแบบ สามารถใช้งานได้ต่อไป ด้วยความปลอดภัย(สรุป เป็นภาษาพูดคือ ถังใช้งานได้ต่อไปว่าอย่างนั้น/ ไม่ต้องห่วงว่าจะรองรับแรงดัน ได้หรือไม่/ ไม่ระเบิด ว่าอย่างนั้น) และในการตรวจสอบ ท่านควรที่จะ ให้ดำเนินการตรวจสอบภาชนะรับแรงดันตามหลักสากลและทำตรวจสอบโดยวิศวกรที่ได้รับอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยวิศวกรครับ

          หากไม่มี Code หรือ กฎหมายกำหนดในงานนั้นๆล่ะ ทำอย่างไร....คำตอบคือ ให้ใช้ Engineering practice คำตอบเดียวเลย คือ หากไม่มี Nameplate ระบุ/ หากไม่มีกฎหมายกำหนด/ ไม่มี Code รองรับ ว่าทำการทดสอบที่ความดันเท่าไหร่ โดยทั่วไปจะยึดกันที่ 1.5 เท่าของความดันออกแบบ เป็นหลัก หากไม่รู้ความดันออกแบบอีก ก็ 1.5 เท่าของความดันใช้งานเป็นกรณีสุดท้ายครับ ส่วนเรื่องของจะ Hold ทิ้งไว้เท่าไหร่ ตั้งทิ้งไว้เท่าไหร่ 1 ชั่วโมง/ ครึ่ง ชั่วโมง/ 1 วัน / 3 วัน........ตรงนี้ก็ต้องอ้างอิง กฎ หรือ Code เป็นหลักนะครับ ไม่ใช่ว่า พอเราขึ้นแรงดันได้ปุ๊บ เดินดูๆ รอยเชื่อม/ หน้าแปลน/ วาลว์/ อุปกรณ์ Fitting เดินดูรอบเดียว พอเห็นไม่รั่ว ไม่ซึม แล้ว ก็ลงแรงดันได้ แบบนี้ไม่ดีแน่ ทางที่ดีที่สุดคือ ทำตามขั้นตอนที่ Code หรือ กฎที่เค้าออกแบบมาแล้วครับ ดีที่สุด ตัวอย่างนะครับ

ASME Pressure Vessel Code ระบุ 30 นาที เป็นอย่างน้อย

ASME/ANSI B31.3 Chemical Plant and Petroleum Refinery Piping ระบุ 10 นาที เป็นอย่างน้อย

ASME/ANSI 31.8 Piping for Gas Transmission ระบุ 2 ชั่วโมง เป็นอย่างน้อย......พอสังเขปนะครับ


ข้อควรระวังในการทำการทดสอบ

          กรณีทำการทดสอบที่แรงดันสูงๆ ทั้งการขึ้นแรงดัน และการลดแรงดัน ควรทำการทดสอบ แบบเป็น step หรือขั้นบันไดในการทดสอบ ไม่ควรขึ้นรวดเดียว ม้วนเดียวจบเลย เช่น ขึ้นที่จากแรงดัน 1 bar รวดเดียวไปที่ 30 bar เลย ภายใน 2 นาที อะไรแบบนี้ครับ......เพราะ มันอันตรายครับ อันตรายกับ ตัวบุคคลที่ทำการทดสอบ บุคคลที่อยู่บริเวณทดสอบ บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้อง(ไทยมุง) เพราะสามารถมีชิ้นส่วนต่างๆ ที่หลุด/ ปริ/ แตก ออกมาทำความเสียหาย ได้โดยที่เราไม่ทันคาดคิด รวมถึงอันอาจเกิด ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Shock load ในตัววัสดุที่ทำการทดสอบเอง อันสามารถเป็นผลให้สูญเสียความสามารถในทางกลไปได้ในบางส่วนครับ ดังนั้นในการขึ้นแรงดัน/ ลงแรงดัน ให้ทำการทดสอบ เป็นขั้นบันได ได้จะดีที่สุดครับ เช่น จากความดันปกติ—ไต่ระดับไปที่ความดันใช้งานก่อน —จากความดันใช้งาน ทิ้งไว้ซักครู่---ไต่ระดับไปที่ ความดันออกแบบ---จากความดันออกแบบ --- ไต่ระดับไปที่ความดันทดสอบ พอถึงแรงดันทดสอบนี่ล่ะครับ เราถึงทำการจับเวลา/ Hold point เริ่มที่ตรงจุดนี้ + เดินดู เดินตรวจสอบ อีกครั้งหนึ่ง เพื่อความมั่นใจครับ.............หลังจากที่ทดสอบแล้ว การลดแรงดันลงมา กลับสู่สภาวะปกติ ก็เช่นเดียวกันครับ เป็นลำดับเหมือนกัน ซึ่งหากผ่านการทดสอบแล้ว ผู้ประกอบการ เจ้าของโรงงาน เจ้าของกิจการ ลูกมือ/พนักงาน ก็ปฏิบัติงานได้อย่างมั่นใจครับ

 

          แบบไหนเรียกแรงดันสูง ลองมาดูกัน ผมจะเรียงลำดับจากน้อยไปมาก ยึดที่ความดันใช้งานปกติในถัง เป็นหลัก


ความดันบรรยากาศ หรือความดันอากาศที่มนุษย์เราอยู่ปัจจุบัน  14.7 PSI หรือ ประมาณ 0 bar

ความดันที่มือมนุษย์ สามารถกด หรืออุดได้ อยู่ที่ 20-25 PSI หรือ ประมาณ 1.3-1.7 bar

ความดันลมยาง VIGO ประมาณ 40-45 PSI หรือ ประมาณ 2.7-3.1 bar (เคยเห็นอุบติเหตุ จากการที่รถยางระเบิด แล้วเสียหลักพลิกคว่ำ กันนะครับ แล้วลองเทียบดู ความดัน เริ่มอันตรายแล้วนะครับ)

ความดันในถังก๊าซ LPG ทั้งถังบ้าน(ที่เราทอดไข่เจียว)/ ถังรถยนต์ ประมาณ 90-110 PSI หรือ ประมาณ 6.2-7.5 bar

ความดันในถังดับเพลิงแบบผงเคมีแห้ง ประมาณ 175-180 PSI หรือ ประมาณ 12 bar

ความดันถังแอมโมเนีย ประมาณ 250 PSI หรือ ประมาณ 17.2 bar

ความดันถังไนโตรเจน/สภานะก๊าซ (ที่เราเห็นกันในงานอุตสาหกรรม) ประมาณ 2000 PSI หรือ 137 bar

ความดันในถังก๊าซ NGV ประมาณ 3000 PSI หรือ ประมาณ 206 bar


          ลองพิจารณา ดูถึงความอันตรายนะครับ และแน่นอนว่า ความดันที่เพิ่มขึ้น มีผลต่อความหนาของภาชนะที่บรรจุความดันเหล่านั้นด้วย เดี๋ยวภาคหน้า ขอมาต่อกันด้วยเรื่อง ของการวัดความหนา ถังรับแรงดัน หรือที่เรา ฮิตเรียกกันติดปากว่าUTM(Ultrasonic Thickness Measurement) นั่นเองครับ
 
 
          ข้อมูลต่างๆที่เป็นศัพท์ภาษาอังกฤษนี้ ทางสภาวิศวกร ได้จัดทำขึ้นมา โดยอ้างอิงจาก พรบ.วิศวกร เพื่อไม่ให้เป็นการสับสน หรือการใช้ทับศัพท์ เพิ่มเข้ามา เช่น สก.XXXX หลายท่านคงพบว่า เรามักจะใช้ ทับศัพท์เป็น Sor Kor. XXXX ซึ่งเป็นการใช้คำที่ผิดนะครับ ทางสภาวิศวกรได้เล็งเห็นตรงส่วนนี้เพื่อที่จะจัดทำให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน และพร้อมที่จะ ประกาศลงร่างในส่วนของ กฤษฎีกาครับ
ศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับสภาวิศวกรมี ดังนี้

สภาวิศวกร = Council of Engineers        
ระราชบัญญัติวิศวกร พ.ศ. 2542 = Engineering Act B.E.1999
                                                 
คณะกรรมการสภาวิศวกร
=Council board
                                                                                    
กรรมการสภาวิศวกร
= Council board member                                                                   
คณะอนุกรรมการสภาวิศวกร
= Subcommittee
                                                                        
คณะกรรมการจรรยาบรรณ
= Etiquette Committee
                                                                         
ข้อบังคับสภาวิศวกรว่าด้วย
….. = Regulation of the Council of Engineer on …..


ศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับสมาชิก และใบอนุญาต มีดังนี้


สมาชิก = Member                                                                                                                     
สมาชิกสามัญ = Ordinary Member
                                                                                              
สมาชิกวิสามัญ = Extraordinary Member
                                                                                      
สมาชิกกิตติมศักดิ์ = Honorary Member
                                                                                                 
ใบอนุญาต = License
ใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม = License for Professional Practice
                          
ใบอนุญาตนิติบุคคล = License for Juristic person 
                                                                                                   
การพักใบอนุญาต = Suspension of License 
                                                                                                         
การเพิกถอนใบอนุญาต = Revocation of License                                                                          
                             
การต่ออายุใบอนุญาต = Renewal of License 
                                                                                                                
ใบแทนใบอนุญาต = Replacing License 


ศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับระดับของวิศวกร มีดังนี้


ภาคีวิศวกร = Associate Engineer                                                                                                        
สามัญวิศวกร
= Professional Engineer
                                                                                              
วุฒิวิศวกร = Senior Professional Engineer                                                                                       
 
ภาคีวิศวกรพิเศษ
= Adjunct Engineer


          ทีนี้ถ้าท่านเป็น ภาคีวิศวกรโยธา ศัพท์ภาษาอังกฤษ ที่ถูกต้องคือ Associate Civil Engineer เช่นเดียวกัน หากเป็น สาขาเครื่องกล ท่านก็เติม Mechanical ลงไปตรงตัวกลาง ในระดับนั้นๆ(ภาคี/ สามัญ/ วุฒิ) ตามด้วยหมายเลข ใบอนุญาต ก็เป็นอันครบถ้วนครับ หากมีศัพท์เพิ่มเติมจากทางสภาวิศวกร เราก็จะแจ้งเพิ่มเติมให้ทราบครับ
Natthapong Chaiyasit

Professional Mechanical Engineer (License ID. 3289)

087-7000-121

E-mail: Natthapong.Ch@KAKAEngineering.com
 
 
Q.จากภาคีวิศวกร เพื่อเลื่อนระดับเป็น สามัญวิศวกร ทำอย่างไร

A.จากภาคีวิศวกร (ในสาขาที่ท่านทำงานอยู่นั้น) นับตั้งแต่วันที่ ได้รับใบอนุญาต ประกอบวิชาชีพ วิศวกรรมควบคุม.....ท่านต้องนับไปอย่างน้อย 3 ปี นับจากวันที่ใบอนุญาต ออกให้ ถึงสามารถมีสิทธิ ขอยื่นผลงานประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม ในสาขานั้นๆได้ โดยที่มีผู้รับรองผลงานประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมในสาขานั้นๆรับรองผลงานท่าน หรือ ลงนามเซ็นต์กำกับ


Q.ทำไมต้อง 3 ปี

A.3 ปี เป็นอย่างน้อย จะเป็นเวลา 4 ปี/ 5ปี/ 10ปี ก็ได้ครับ ไม่จำกัด แต่โดยหลักการและเหตุผลแล้ว ระยะเวลาการทำงานในช่วง 3 ปี กับวิชาชีพ วิศวกรรมควบคุม ผมก็เห็นด้วยในหลักการ และเหตุผล กล่าวคือ ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป ทำให้ ภาคีวิศวกรน้องใหม่ ได้เข้ามาอยู่ใน Field ได้เห็นหลักการทั้งทางทฤษฎี และ ภาคปฏิบัติ (หน้างาน/ siteงานจริง) เพื่อประยุกต์หรือ นำความรู้ในเชิงวิศวกรรมควบคุมมาใช้งานให้เกิดประโยชน์สูงสุด


       ผลงานที่ขอยื่น มีอะไรบ้าง....ผลงานทางด้านวิชาชีพ วิศวกรรมควบคุมครับ ท่านสามารถ Dowload ได้จาก เวบไซท์ของทาง สภาวิศวกร หรือ Http://www.coe.or.th ได้เลย หรือ หากเป็นสาขา วิศวกรรมเครื่องกล สามารถ Download ได้ที่ KAKA Support ได้เลย ในหัวข้อของ ขอบเขต วิศวกรรมเครื่องกล.pdf ขอยกตัวอย่างลักษณะงาน ที่ยื่นผลงาน อาทิ เช่น

                        - งานควบคุมการติดตั้ง
Boiler ขนาด 5 ตัน/ชั่วโมง จำนวน 2 ลูก ที่ โรงงาน XXX……. จังหวัด XXX…….ภายใต้ การควบคุมงาน
                          ของสามัญวิศวกรเครื่องกล สก.
XXXX 


                        - งานพิจารณาตรวจสอบ ภาชนะรับแรงดัน ด้วยวิธี Hydrostatic test ของถังลม ขนาดความจุ XXX ลิตร ที่ความดันทดสอบ XXX PSI (xxx bar)   
                          จำนวน 10 ลูก
ที่โรงงาน XXX….. จังหวัด XXX……ภายใต้การควบคุมงานของสามัญวิศวกรเครื่องกล สก.XXXX


                        -งานควบคุมการติดตั้ง ระบบบำบัดน้ำเสีย โครงการ XXXX ขนาดระบบสูบน้ำ XXX ลิตร/นาที( หรือ ลูกบาศก์เมตร ต่อ นาที แล้วแต่) 
                          ที่ความดันปั้มน้ำขนาด
Dia. XXX เมตร แรงดัน XXX PSI(xxx bar)
ภายใต้การควบคุมงานของสามัญวิศวกรเครื่องกล สก.XXXX


                        - งานวางโครงการระบบทำความเย็น ของ ห้าง Big-C/Tesco Lotus/ Central world…หรือ bla bla bla…. สถานที่ตั้ง จังหวัด XXX 
                          ขนาดเครื่องทำความเย็น XXX กิโลวัตต์/ หรือ xxx BTU
ภายใต้การควบคุมงานของสามัญวิศวกรเครื่องกล สก.XXXX


                        - งานติดตั้ง ระบบท่อน้ำ/ ท่อน้ำมัน/ ท่อดับเพลิงอาคาร ของ XXX(สถานที่) ขนาดแรงดัน XXX PSI(xxx bar) จำนวน xxx ระบบ 
                         
ภายใต้การควบคุมงานของสามัญวิศวกรเครื่องกล สก.
XXXX
 

       พอได้แนวทางการเขียนผลงานประกอบวิชาชีพ วิศวกรรมควบคุม เพื่อเตรียมยื่นเลื่อนระดับกันแล้ว(ขอยกตัวอย่างในสาขาเครื่องกล โดยสาขาอื่น ท่านสามารถดูได้จาก เวบไซท์ของสภาวิศวกรครับ) โดยหลักการ และเหตุผล จะเป็นไปในแนวทาง ของ ขอบเขต วิศวกรรมเครื่องกล ดังที่สภาวิศวกรกำหนดเอาไว้ คือ ลักษณะงานจะต้องมีความรับผิดชอบในตัวงาน/ งานมีความเสี่ยงที่อาจเกิดข้อผิดพลาดขึ้น/ หรือ งานอันตราย เกี่ยวข้องกับ ความดัน อุณหภูมิ ลักษณะนั้นเป็นต้น จะต้องเข้าข่าย ของงานวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม ซึ่งจะเห็นว่าเป็นลักษณะของงานภาคสนามเสียส่วนใหญ่


Q.ทำไม ในผลงานทีเรายื่น ต้องลงไปว่า ภายใต้การควบคุมงานของสามัญวิศวกรเครื่องกล สก.XXXX


A. ก็เพราะว่า สามัญวิศวกรเครื่องกล สก.xxxx ที่เป็นคนควบคุมงานของท่านนี่ล่ะครับ เป็นคนเซ็นต์รับรองผลงานของท่านอีกทีหนึ่ง ว่าท่าน ภก.xxxx ท่านนี้นะ ได้ทำงานวิศวกรรมควบคุมจริงๆ ทำงานนี้ งานนั้น งานโน่น ที่เป็นงานวิศวกรรมควบคุมโดยมี สก.xxxx รับรองอีกครั้งหนึ่ง หรือ จะเป็นวุฒิวิศวกร หรือ วก.xxxx รับรอง ก็ไม่ผิดกติกา แต่ประการใดครับ ในแวดวงวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม เราเป็นพี่ เป็นน้อง เป็นpartner เป็น joint venture กันเป็นส่วนใหญ่ครับ ท่าน สก.ท่านนี้ชำนาญเรื่อง ระบบท่อ/piping แต่ไม่ชำนาญเรื่องระบบทำความเย็น หากมีงานทางด้าน ระบบทำความเย็น ก็แนะนำให้ไปหา ท่าน วก.ท่านนี้ที่ชำนาญระบบทำความเย็น เป็นต้นครับ

Q. จำนวนผลงานล่ะครับ หรือ ปริมาณงานเท่าไหร่ ที่สมควรจะยื่น ให้ทางสภาวิศวกร พิจารณา ว่าสมควรแล้วนะ

A. จากประสบการณ์ และการพูดคุยกับทางคณะกรรมการนะครับ ผลงาน หรือ ปริมาณงานที่เหมาะสม ไม่มีความตายตัว คือยืดหยุ่นได้ครับ แต่ไม่ใช่ว่าน้อยเกินไป/หรือ มากเกินไป

          เช่น ปีที่1 ท่านมีผลงานวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม 3 ผลงาน ปีที่2 มี 5 ผลงาน ปีที่3 มี10 ผลงาน รวมแล้ว 3 ปี ท่านจะยื่น ที่ 15 ผลงาน/ หรือ 15 โปรเจค ซึ่งหากใน 15 โปรเจค.....มีรายละเอียด หรือ
subset ย่อย ออกมาในแต่ละงาน แต่ละโปรเจค เช่น(ยกตัวอย่างนะครับ) โปรเจค ห้าง Big-C ท่านสามารถมี subset ย่อย เป็ร ระบบทำความเย็นในส่วนA ส่วนฺB ส่วนC ระบบน้ำ ระบบดับเพลิง ส่วนA ส่วนB ส่วนC ระบบลิฟท์ขนส่ง/ลิฟท์ ลิฟท์ขนของ แบบนี้ ท่านต้องแจกแจง รายละเอียดออกมาให้คณะกรรมการทราบ ถึงรายละเอียดด้วย ว่ามันเข้าข่ายวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมตรงไหน เป็นต้นนะครับ หรือ

          ท่านไปอยู่โรงกลั่น/ โรงไฟฟ้า ซัก 3 ปี ท่านสร้างถังน้ำมัน/storage tank ท่านก็ต้องระบุให้ทางคณะกรรมการทราบว่า ถังที่ท่านสร้างเนี่ย ท่านสร้างกี่ใบ แต่ละใบมันต่างกันตรงไหน ท่านออกแบบตาม code ตามมาตรฐานอะไร ถังใบนี้ ท่านอาจมี subset ย่อยเป็น ระบบท่อ/ piping/ ระบบปั้ม วาลว์ สร้างเสร็จแล้วมีการตรวจสอบอย่างไร ทดสอบก่อนใช้งานอย่างไร ตรงนี้เราก็สามารถที่จะระบุลงไปได้ครับ ซึ่งตรงนี้จะเห็นได้ว่า เกี่ยวข้องกับงานวิศวกรรมควบคุมโดยตรงเลยนะครับ

          ตรงนี้...ในส่วนของการยื่นผลงานนี่สำคัญนะครับ อย่าใจร้อนเกินไป เป็นสิ่งที่ดีที่สุด เช่น พอได้ครบ 3ปีปุ๊บ ยื่นปั้บเลยแบบนี้ก็มีสิทธิที่ทางกรรมการพิจารณาผลงาน เล็งเห็นว่า หากผลงานไม่เข้าข่าย ไม่เข้าตากรรมการจริงๆ คือ งานไม่เชิงวิศวกรรมควบคุมจริงๆ ท่านมีสิทธิผลงานไม่ผ่านนะครับ ทีนี้พอผลงานไม่ผ่าน ท่านต้องรออีก 1 ปีเต็มๆ เพื่อที่จะยื่นผลงานครั้งต่อไปนะครับ



Picture
Q.ยื่นผลงานผ่าน แล้วทำอย่างไรต่อไป

A. อ่านหนังสือสอบครับ คำตอบเดียวเลย ส่วนในเรื่องของการสอบนั้นมีทั้ง วิชาบังคับ และ วิชาเลือก ในส่วนของวิชาบังคับนั้น เป็นวิชาพื้นฐานที่ท่านจะต้องเอามาใช้อยู่แล้ว คือ มันต้องอยู่ในหัวของวิศวกรอยู่แล้ว ถามมา/ตอบได้ ตอบอย่างมีหลักการและเหตุผล ส่วนในส่วนของวิชาเลือก เลือกวิชาที่ท่านถนัดที่สุด หรือ วิชาที่ท่านทำงานอยู่นั่นล่ะครับดีที่สุด ท่านทำงานออกแบบเครื่องจักร แต่ท่านไปเลือกลงวิชา แอร์/เครื่องทำความเย็น แบบนี้ก็อาจจะหนักหน่อย ว่าอย่างนั้น หรือ ท่านทำงานเกี่ยวกับระบบแอร์/ทำความเย็น แต่ท่านไปลงวิชา Boiler/Pressure vessel แบบนี้ก็หนักเหมือนกันครับ คำแนะนำคือ ท่านทำงานสายไหน ให้สอบสายนั้นครับ

ส่วนเกณฑ์การพิจารณาในส่วนของการสอบข้อเขียนนั้น บางท่านบอกยาก บางท่านบอกง่าย ก็สุดแล้วแต่ครับ....แต่หลักเกณฑ์ที่ทางสภาวิศวกรท่านกำหนดขึ้นมาคือ 60คะแนน จาก 100คะแนน ท่านสอบผ่าน คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ ก็ตรงๆตัวเลย คือ 60% ผ่านนะครับ.....ซึ่งทางสภาวิศวกร เค้ากำหนดมาว่า คนที่ผ่านนั้นต้องได้ 85คะแนน จาก100คะแนน ถึงจะผ่าน ผมก็ไม่เถียงเลยครับ ว่ายากจริงๆ แต่นี่ 60 จาก 100 นะครับ เกินครึ่งมา 10 คะแนน พิจารณาดูครับ

Q. สอบสัมภาษณ์ กรรมการถามอะไร

A. หากท่านมาถึงจุดนี้แล้ว สอบข้อเขียนผ่านแล้ว ขอแสดงความยินดีกับว่าที่ สามัญวิศวกร คนใหม่ครับ แต่.....ต้องผ่านการสอบสัมภาษณ์ก่อนครับ อย่าเพิ่งดีใจ เพราะเคยมีท่านที่สอบสัมภาษณ์ไม่ผ่านนะครับ (ผมไม่ทราบด้วยเหตุผลอะไร) ส่วนการเตรียมตัวสอบสัมภาษณ์นั้น ทางกรรมการที่ถามท่านจะมีผลงานที่ท่านยื่นนั้นล่ะครับ สอบถามท่านเอง กรรมการจะเปิดดูผลงานที่ท่านทำมา แล้วอาจจะให้ท่านอธิบายในเชิงหลักการทางวิศวกรรม ว่าท่านได้ใช้หลักการในเชิงวิศวกรรมอะไร ในงานนั้นๆ เป็นต้นครับ ส่วนเรื่องอื่น ก็ แล้วแต่ทางกรรมการครับ จะเห็นว่า ผลงานที่ท่านยื่นนั้น สำคัญนะครับ ตั้งแต่เริ่มต้นเลย



สรุประยะเวลา คร่าวๆ นับจากยื่นผลงาน


ยื่นผลงานà(คณะกรรมการพิจารณาผลงาน ประมาณ 2 เดือน)

ผลงานผ่าน à (ยื่นเรื่อง เพื่อทำการสอบ ข้อเขียน à 1ปี เปิดสอบ สามัญ 3 ครั้ง เฉลี่ยรอที่ 3 เดือน)

ประกาศผลสอบข้อเขียน à(หลังการสอบข้อเขียน 1 เดือนโดยประมาณ)

สอบสัมภาษณ์ à (หลังประกาศสอบข้อเขียน 1 เดือนโดยประมาณ)

ประกาศผลสอบสัมภาษณ์ à (หลังสัมภาษณ์ 1 เดือน โดยประมาณ)

ใบอนุญาต สามัญวิศวกร ออกให้ à (หลังสัมภาษณ์ 2 เดือนโดยประมาณ)

 

          โดยเฉลี่ย อยู่ที่ 9-10 เดือนครับ อย่างไวที่สุด นับตั้งแต่ ท่านได้ยื่นผลงานประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม เพื่อขอยื่นเลื่อนระดับ ไม่มีเร็วไปกว่านี้แล้ว ทั้งนี้ทั้งนั้น ผลงานที่ท่านยื่นต้องผ่านภายในครั้งเดียวนะครับ อีกทั้ง...สอบข้อเขียน(ทั้งวิชาบังคับ/ วิชาเลือก สอบผ่านภายใน 1 ครั้งนะครับ) หากสอบไม่ผ่าน ท่านสามารถสะสมวิชาที่สอบไม่ผ่านได้ในครั้งต่อไป แต่ทางสภาวิศวกร กำหนดว่า ไม่เกิน 6 ครั้ง หรือในรอบ 2 ปี ซึ่งหากเกินนี้แล้วนั้น ท่านต้องยื่นผลงานเข้าไปใหม่ รอกันใหม่ หรือ เรียกว่า นับหนึ่งกันใหม่ครับ

          ข้อสงสัยอื่นๆ สามารถสอบถามได้ครับ ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในการยื่นเลื่อนระดับครับ